มีเครื่องตรวจจับอะไรในแอเรีย 51

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Area 51

MAP ok

แอเรีย 51 (Area 51) เป็นชื่อเรียกของฐานทัพที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกาตะวันตก ห่างจากดาวน์ทาวน์ในลาสเวกัส 83 ไมล์ (133 กม.) ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของ “กรูม เลก” ในบริเวณพื้นที่ทางทหารการบินลับขนาดใหญ่ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและทดสอบอากาศยานและระบบอาวุธ กรุมเลกคือพื้นที่ราบที่เป็นทะเลเกลืออันกว้างใหญ่ที่แห้งหมดแล้วและถูกนำมาใช้เป็นสนามบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดเพื่อทดสอบความแม่นยำของการทิ้งระเบิด นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็มีสถานปฏิบัติการลับใต้ดินเพื่อพัฒนาอาวุธและเครื่องบินสอดแนมอื่นๆอีกมากมายเพื่อใช้ในภารกิจการทหาร

ฐานทัพลับนี้ตั้งอยู่ในเขตทดสอบและฝึกซ้อมเนวาดาในพื้นที่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อันกว้างขวาง ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะดำเนินงานโดยฐานทัพทางอากาศที่ 99 (99th Air Base Wing) ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Base) สิ่งอำนวยความสะดวกในกรูมเลกนี้ดำเนินการเสริมให้กับศูนย์ทดสอบกองทัพอากาศ (Air Force Flight Test Center (AFFTC)) ที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส ในทะเลทรายโมฮาวี ราว 186 ไมล์ (300 กม.) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรูม และยังเป็นที่รู้จักของศูนย์ทดสอบฐานทัพอากาศกองที่ 3 (Air Force Flight Test Center (Detachment 3))

area51 7 ok

เนื่องจากความเข้มงวดด้านการปกปิดความลับของฐานทัพ ทำให้มักถูกตั้งประเด็นว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด ในเรื่องวัตถุบินไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ หรือยูเอฟโอ

 

บทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯต่อแอเรีย 51

ถนนที่จะเข้าเขตแดนของแอเรีย 51 จะมีป้ายเตือนว่า “ห้ามถ่ายรูป” และ “ที่นี่ได้รับการอนุญาตให้ใช้กำลังถึงขั้นเสียชีวิตได้” ภายใต้ข้อกำหนดของ 1950 McCarran Internal Security Act.

area51 5 ok

ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแอเรีย51ที่ทางรัฐบาลสหรัฐยินยอมเปิดเผยต่อสาธารณชนมีน้อยมาก พื้นที่โดยรอบทะเลสาบดูเหมือนจะถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ห้ามบินอย่างถาวรต่อการบินพลเรือนและแม้แต่การบินทางทหารเองด้วยซ้ำไป มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยอยู่ในระดับสูงมีเจ้าหน้าที่การลาดตระเวนอยู่สม่ำเสมอ มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวฝังไว้ใต้ดิน พื้นที่นี้ห้ามนำกล้องถ่ายรูปและอาวุธเข้ามาเด็ดขาด แม้แต่นักบินของกองทัพอากาศเองก็ยังต้องโทษทางวินัยหากบินเฉียดเข้ามายังพื้นที่โดยรอบของทะเลสาบกรูมในแอเรีย51 ที่ยกเว้นไว้ก็มีแต่เส้นทางบินที่มีชื่อว่าเจเน็ตซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารของกองทัพอากาศสหรัฐที่ทำหน้าที่รับส่งพนักงานที่ต้องเข้ามาทำงานในแอเรีย51โดยส่วนใหญ่จะบินมาจากสนามบินนานาชาติ McCarran International

area51 3

กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นี้

ในปีคศ.1994 มีประชาชนห้าคนที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อรวมทั้งภรรยาของผู้รับเหมาสองคนที่สามีได้เสียชีวิตได้ยื่นคำร้องเพื่อฟ้องต่อกองทัพอากาศสหรัฐและสำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่าพื้นที่โดยรอบของทะเลสาบกรูมได้มีการเผาไหม้สารเคมีเป็นจำนวนมากในหลุมต่างๆบริเวณนั้น จากการตรวจร่างกายของผู้เสียชีวิตตามที่ผู้กล่าวหาอ้างถึงได้พบสารพิษ3ชนิดในไขมันของผู้ตายนอกจากนั้นยังพบอาการแพ้ที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง ตับ และระบบทางเดินหายใจด้วย ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากการทำงานที่กรูม ผู้กล่าวหาต้องการให้กองทัพอากาศจ่ายค่าชดใช้จากความเจ็บป่วยตลอดจนขออำนาจศาลสั่งให้ทางกองทัพเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้เพื่อจะให้แพทย์วินิจฉัยและหาทางรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องทำให้กองทัพอากาศต้องเปิดเผยข้อมูลของสารเคมีดังกล่าว

ต่อมารัฐบาลได้ทำการอุทธรณ์ต่อศาลมิให้เปิดเผยข้อมูลการวินิจฉัยจากพยานลับเนื่องจากจะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ศาลได้ปฏิเสธคำร้องนี้ ต่อมาประธานาธิบดีในสมัยนั้นซึ่งเป็นนายบิล คลินตันได้ออกคำสั่งโดยใช้อำนาจของประธานาธิบดีให้ฐานทัพอากาศซึ่งอยู่ใกล้กับกรูมเลกมลรัฐเนวาดาอยู่เหนือการบังคับใช้กฏหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดีศาลได้ปฏิเสธคำสั่งนี้เนื่องจากขาดเหตุผลที่ดีพอ ในเวลาต่อมานายเทอรี่ได้ฟ้องร้องต่อศาลว่ารัฐบาลอเมริกากำลังใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในการปกปิดพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวแต่โฆษกของกองทัพอากาศออกมาโต้ว่าการเปิดเผยข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำบริเวณทะเลสาบกรูมจะเป็นการเปิดเผยศักยภาพการปฏิบัติงานของกองทัพอากาศอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น ปรากฏว่าศาลไม่รับฟังคำโต้แย้งนี้และได้ตัดสินคดีที่กล่าวสิ้นสุดลง

 

เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวและทฤษฏีสมคบคิด

UFO 2 ok

สืบเนื่องมาจากความลับของสถานที่และงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องบินรบรุ่นใหม่ตลอดจนรายงานข่าวว่ามีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่นี่บ่อยๆทำให้แอเรีย51กลายเป็นบริเวณที่มีข่าวลือต่างๆมากมายว่าเป้นพื้นที่ๆมีมนุษย์ต่างดาวทำงานร่วมกับกองทัพและเป็นที่วิจัยจานบินลึกลับ และยังเชื่อว่ามีทฤษฎีสมคบคิดขึ้นระหว่างรัฐบาลและมนุษย์ต่างดาวหลายประเด็นทั้งนี้เพราะมีเจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานอยู่ในนั้นออกมาเปิดเผยข้อมูลอยู่หลายคนยกตัวอย่างเช่น

1  เป็นที่เก็บและวิจัยยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่เกิดอุบัติเหตุตกลงบนพื้นโลกรวมถึงกักเก็บมนุษย์ต่างดาวที่ยังรอดชีวิตอยู่เพื่อศึกษาหาทางสร้างยานแบบเดียวกับของมนุษย์ต่างดาวโดยใช้เทคโนโลยีเดียวกัน

2  คบหากับมนุษย์ต่างดาวเพื่อปฎิบัติภารกิจร่วมกัน

3  ผลิตอาวุธใหม่ๆโดยอาศัยความรู้จากมนุษย์ต่างดาว

4  ผลิตอุปกรณ์เพื่อควบคุมสภาพอากาศและภูมิอากาศ

5  พัฒนาเครื่องมือเพื่อเดินทางข้ามกาลเวลาและการย้ายมวลสารจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งแบบ teleportation

6  พัฒนาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนชนิดใหม่ภายใต้โครงการชื่อ Aurora program

UFO 1 ok

หลักฐานจากพยานบุคคลที่ออกมาเปิดเผยว่าได้เคยทำงานอยู่ในแอเรีย51

แม้จะมีการขู่กันอย่างหนักว่าห้ามนำความลับในพื้นที่แอเรีย51มาเปิดเผยแต่ปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวในสถานที่ดังกล่าวและทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย บางท่านก็ได้เผยแพร่อยู่ในวิดิโอในยูทูป เราขอแนะนำให้ท่านไปค้นหาเพิ่มเติมโดยใช้ชื่อบุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

บ็อบ ลาซาร์ (Bob Lazar)

ในปีคศ.1989 บ็อบซึ่งเป็นวิศวกรเคยได้ถูกว่าจ้างให้ทำงานที่แอเรีย51 ภายในหน่วยงานที่สี่ Sector four (S-4) ซึ่งอยู่ใต้ดินใกล้กับทะเลสาบปาปูส (Papoose Lake) เขารับผิชอบเรื่องการค้นคว้ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้ครอบครองไว้

บรูซ เบอร์เกส (Bruce Burgess)

ในปีคศ. 1996 บรูซเป็นผู้กำกับในวิดีโอชื่อดรีมแลนด์เขาได้สัมภาษณ์วิศวกรเครื่องกลอายุ 71ปีซึ่งเปิดเผยว่าเคยทำงานในแอเรีย51 ในช่วงปี 1950 งานของเขาเกี่ยวข้องกลับการสร้างจานบินจำลองซึ่งมีต้นแบบอยู่ในยานบินของมนุษย์ต่างดาวที่ตกลงบนพื้นโลก เขากล่าวว่าเขาต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาวที่ใช้ชื่อว่า J-Rod ซึ่งมีหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาพูดผ่านทางโทรจิต

แดน เบอริช (Dan Burisch)

ในปีคศ.2004 นายแดนอ้างว่ามีหน้าที่คโลนนิ่งไวรัสของมนุษย์ต่างดาวในแอเรีย51ร่วมกับมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อ J-Rod แต่มีเรื่องเป็นที่น่าสงสัยว่านายแดนจะทำหน้าที่นี้ได้จริงหรือไม่ เพราะจากตรวจสอบหลักฐานการศึกษาและหน้าที่งานก่อนหน้านี้ดูค่อนข้างขัดแย้งกันเนื่องจากเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ทันฑ์บนอยู่ที่ลาสเวกัสในปี 1989 และขณะเดียวกันกำลังได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์คด้วย

มนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศจะมีอยู่จริงหรือไม่ท่านต้องหาคำตอบเองแต่สิ่งที่มีอยู่จริงคือในกฎข้อบังคับในการปฎิบัติภารกิจของนักบินรบอเมริกันมีข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่านักบินสามารถยิงหรือทำลายจานบินได้ตามดุลยพินิจของตนเองหากพบว่ามีการคุกคามต่อนักบิน ฟังดูแล้วน่าเชื่อว่าเรื่องนี้คงมีกรณีศึกษาที่เคยทำให้กองทัพอากาศต้องสูญเสียมาแล้วจึงต้องนำการตอบโต้มาบรรจุเพิ่มเติมไว้ในกฎข้อบังคับ

 

เครื่องตรวจจับที่นำมาใช้ในแอเรีย 51

นักท่องเที่ยวล้อเลียนว่าถูกจับโดยเจ้าหน้าที่แคมโมดูด

นักท่องเที่ยวล้อเลียนว่าถูกจับโดยเจ้าหน้าที่ในแอเรีย51ที่เรียกว่าแคมโมดูด

ตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้นว่าแอเรีย51เป็นพื้นที่หวงห้ามของกองทัพอากาศสหรัฐเอาไว้สำหรับวิจัยและพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยการทำงานส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ดินทั้งหมดเพื่อป้องกันการจารกรรมจากดาวเทียมประเทศอื่นๆดังนั้นเอเรีย51ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลจะต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเอาไว้ป้องกันและเตือนภัยบุกรุกแน่นอน กรณีศึกษานี้น่าสนใจมากเพราะด้วยพื้นที่ขนาดนี้การเตือนภัยจากเซ็นเซอร์จำเป็นต้องใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสารเป็นหลักนอกจากนั้นตัวตรวจจับและกล้องวงจรปิดที่ใช้ยังต้องอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์หรือแบตเตอรี่อีกด้วย การตรวจจับการบุกรุกคาดว่าต้องมีทั้งบนดินและใต้ดินจึงจะพอมั่นใจได้ว่าไม่พลาด และที่ขาดไม่ได้คือหน่วยรถลาดตระเวนพร้อมอาวุธที่สามารถเข้าจับกุมผู้บุกรุกได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะเข้ามาถึงชั้นในและบนฟ้ายังต้องมีเครื่องมือต่อต้านยานบินไร้คนขับเช่นโดรนพร้อมทั้งเฮลิค็อปเตอร์ที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ขอนำมากล่าวเฉพาะเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจับและป้องกันการบุกรุกเท่านั้น

 

กล้องสามขา

cctv 4

สิ่งแรกที่พบง่ายที่สุดคือกล้องที่มีขาตั้งสามขาซึ่งมีอยู่มากและมักจะอยู่บนเนินสูงๆที่สามารถมองเห็นถนนซึ่งเป็นทางผ่านเข้าสู่แอเรีย51กล้องแบบนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งสังเกตง่ายแต่ยังมีกล้องอีกมากที่ซ่อนไว้ในที่ลับและยากต่อการสังเกตเห็น กล้องสามขาแบบนี้มีหนึ่งขาที่ใช้เป็นโซลาเซลเพื่อจ่ายไฟไปยังกล่องอิเล็กโทรนิคส์สีเทา บนตัวอุปกรณ์ทีเสาอากาศ UHF และจานไมโครเวฟติดอยู่ในการส่งสัญญาณจะใช้จานไมโครเวฟเป็นหลัก เสา UHF น่าจะมีไว้รับคำสั่งในการทำงานและหรือเป็นระบบส่งสัญญาณสำรองกรณีที่จานไมโครเวฟขัดข้อง เสาทั้งสองนี้จะหันทิศทางไปยังยอดเขา Bald mountain ซึ่งเป็นสถานีรีเลย์สัญญาณไปที่สถานีใหญ่อีกทอดหนึ่ง มีผู้สังเกตพบว่าว่าแผงรับโซลาเซลที่ขากล้องบางตัวไม่มีแล้วซึ่งกล้องดังกล่าวคงจะไม่ได้ทำงานแล้วแต่ปล่อยทิ้งไว้เพื่อเบนความสนใจเพราะมีการนำอุปกรณ์อื่นซึ่งซ่อนเร้นได้ดีกว่ามาใช้โปรดติดตามตอนต่อไป

 

กล้องบนสถานี Bald mountain

cctv 3 ok

มันเป็นกล้องขนาดใหญ่มีเล็นส์กำลัสูงสามารถซูมภาพจับภาพได้ไกลมาก มันสามารถครอบคลุมพื้นที่ของเทือกเขา Tikaboo ได้เกือบทั้งหมด ทั้งนี้มีผู้ทดสอบด้วยการเดินเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนต้องห้ามให้ดูมีพิรุธ พบว่ากล้องได้จับภาพและหันตามบุคคลเหล่านี้ไปตามทิศทางต่างๆที่พวกเขาได้เคลื่อนไหวแม้ระยะจะห่างออกไปเกิน10ไมล์ก็ตาม

 

กล้องแบบสั่งงานระยะไกลบนเสาสูงบริเวณถนนกรูมเลก

cctv 5 ok

เสาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งกล้องตัวนี้อยู่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากศูนย์เฝ้าระวังกรูมเลกไปประมาณ 0.2ไมล์ กล้องบนเสานี้อยู่ในจุดที่เห็นภาพแอเรีย51ได้เป็นบริเวณกว้างครอบคลุมพื้นที่ฟรีดอมริจ freedom ridge และถนนกรูมเลกในส่วนที่พ้นอาณาเขตของแอเรีย51ออกไปอีก (ช่วงที่ต่อกับไฮเวย์ 375) หากกล้องแพนไปโดยรอบจะเห็นพื้นที่ของแอเรีย51เป็นบริเวณกว้างเพราะอยู่ที่สูงและคาดว่าเล็นส์ซูมที่นำมาใช้ต้องมีกำลังขยายสูงมากเนื่องจากการดูภาพระยะไกลมากนั่นเอง

 

กล้องติดบนเสาที่ศูนย์เฝ้าระวังบริเวณทางเข้าแอเรีย51

cctv 2 ok

มีเสาจำนวนสองเสาโดยเสาแรกติดกล้องแบบยึดตายตัวมีมุมกล้องที่มองไปยังรั้วทางเข้าและบริเวณใกล้เคียงไว้จับภาพนักท่องเที่ยวที่มักชอบมามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและแสดงอาการยั่วยุต่างๆ  ส่วนกล้องบนยอดเสาสีขาวถัดมาเป็นกล้องที่หมุนซ้ายขวา ก้มเงย และซูมได้ มีไว้หารายละเอียดเพิ่มเติมต่อจากกล้องหลายตัวที่ติดบนเสาแรก

 

กล้องซูมพิเศษที่สามรถใช้เคลื่อนย้ายไปมาได้

CCTV okกล้องชนิดนี้น่าจะพกพาและนำไปติดตั้งในจุดที่ต้องการได้ตามความต้องการโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีชื่อเรียกว่า cammo dude หรือเจ้าหน้าที่ของแอเรีย51 กล้องแบบนี้มีที่ปรับมุมกล้องชนิดใช้มือปรับหลายจุดซึ่งชี้ชัดว่าต้องใช้เลนส์ที่มีกำลังขยายสูง เท่าที่ค้นหามาพบกล้องชนิดนนี้มีติดตั้งอยู่สองจุดคือบริเวณเนินของแอเรีย51เดิม และเนินที่อยู่ในบริเวณเส้นเขตแดนของฟรีดอมริจ

 

เครื่องตรวจจับการบุกรุกชนิดอินฟราเรดเซ็นเซอร์

PIRมีการนำพาสซีพอินฟราเรดเซ็นเซอร์มาใช้ (น่าจะหลายจุด)บริเวณถนนทางเข้าของแอเรีย51 เครื่องตรวจจับชนิดนี้ต้องการตรวจบุคคลที่ลักลอบเข้ามามากว่ายานพาหนะเนื่องจากตำแหน่งที่ติดตั้งอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ในหนึ่งเสาจะมีเครื่องตรวจจับแบบนี้สามตัวหันไปในหลายทิศทาง เหตุที่ต้องพึ่งพาระบบนี้ด้วยเพราะมันสามารถทำงานได้ตลอด24ชม.ไม่ว่ากลางวันและกลางคืนจึงเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับการชี้เป้าให้กล้องในเวลากลางคืน

 

เครื่องตรวจจับการบุกรุกแบบฝังดิน

road sensor ok

เป็นเครื่องตรวจจับการสั่นสะเทือนชนิดฝังดินซึ่งสามารถส่งสัญญาณวิทยุไปยังศูนย์เฝ้าระวัง ตัวตรวจจับแบบนี้ทำงานด้วยแบตเตอรี่ที่ต้องมีการเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ตัวเครื่องอาจจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ศูนย์เฝ้าระวังทราบเมื่อแบตฯอ่อน น่าเชื่อว่าอุปกรณ์แบบนี้จะมีซ่อนอยู่เป็นจำนวนมากคล้ายกับระเบิดในสงครามเวียดนามหากแต่ตัวนี้นำมาเพื่อใช้เตือนการบุกรุกไม่ได้ใช้เพื่อทำลายชีวิต ที่น่าสงสัยคือการที่มีผู้ค้นพบอุปกรณ์แบบนี้ฝังอยู่ใต้ดินก็น่าจะพบอยู่ตามพื้นที่รอบนอกใกล้เขตแดนของของแอเรีย51เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะเข้าไปถึงพื้นที่ภายในแอเรีย51โดยรอดพ้นจากการจับกุมเจ้าหน้าที่แคมโมดูดไปได้ หรืออาจเป็นไปได้ที่ภาพเหล่านี้หลุดมาจากบริษัทผู้ที่ขายระบบนี้ให้กับแอเรีย51แล้วโดนแฮ็คข้อมูลมาอยู่ในอินเตอร์เน็ต จะด้วยเหตุผลใดก็ตามเราพบว่าอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับการบุกรุกในแอเรีย51นี้ยังคงเท็คโนโลยีที่สามารถเข้าใจได้ในยุคของเรา และคงไม่ได้ถ่ายทอดมาจากพวกเอเลี่ยนแน่นอน

ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ได้มาจากการค้นหาในโลกออนไลน์จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าถูกต้องทั้งหมดและการนำข้อมูลมาลงในที่นี้ก็เพื่อเป็นกรณีศึกษาว่าในพื้นที่กว้างใหญ่มากๆเช่นนี้ควรใช้ระบบอะไรมาทำการป้องกันการบุกรุกซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังออกแบบระบบนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลทั้งหมดจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างตามสมควร

ขอเชิญท่านพบกับสารคดีเกี่ยวกับแอเรีย51 นี่เป็นเพียงบางส่วนของข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยซึ่งมีการเผยแพร่กันเป็นเวลานานแล้วทั้งหลักฐานและพยานบุคคลแต่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ทางรัฐบาลจะยอมรับข้อมูลเหล่านี้ หากท่านสนใจลองค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมดูนะครับ